---
title: 3.4.2 องค์กรมีวิธีปฏิบัติตามหลักจำกัดข้อมูล จำกัดวัตถุประสงค์ และทำข้อมูลแฝง
type: guideline
slug: guideline-3-4-2
guideline_number: "3.4.2"
chapter: บท-3-นโยบายและแนวปฏิบัติ
dimension: 2-risk-mgmt
legal_force: []
evidence_count: 2
tags: [trustmark, risk-mgmt]
ingested_by: claude-opus-4-8
ingested_at: 2026-06-29
reviewed_by: null
schema_version: 0.4.8
---

# 3.4.2 องค์กรมีวิธีปฏิบัติตามหลักจำกัดข้อมูล จำกัดวัตถุประสงค์ และทำข้อมูลแฝง

องค์กรต้องจัดให้มีวิธีการที่นำไปสู่การปฏิบัติตามหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการป้องกันสิทธิ์ส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงการจำกัดข้อมูลให้น้อยที่สุด การจำกัดวัตถุประสงค์การใช้งาน และการทำข้อมูลแฝง โดยกำหนดไว้ในนโยบายและแนวปฏิบัติ

## สิ่งที่ต้องทำ

จัดทำแนวปฏิบัติเพื่อกำหนดค่าเริ่มต้นที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว มุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การจำกัดข้อมูลให้น้อยที่สุด การจำกัดวัตถุประสงค์การใช้งาน และการทำข้อมูลแฝง พร้อมกำหนดไว้ในนโยบายและแนวปฏิบัติขององค์กร

## หลักฐาน

1. แนวปฏิบัติเพื่อกำหนดค่าเริ่มต้น 3 ด้าน (จำกัดข้อมูล / จำกัดวัตถุประสงค์ / ทำข้อมูลแฝง)
2. เอกสารระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่รองรับการกำหนดค่าเริ่มต้นที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว

## สภาพบังคับ

ไม่มีกฎหมายบังคับเฉพาะ — เป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการนำหลักการคุ้มครองข้อมูล (จำกัดข้อมูล จำกัดวัตถุประสงค์ และทำข้อมูลแฝง) ไปกำหนดเป็นค่าเริ่มต้นของระบบและกระบวนการ

## ตัวอย่างเอกสาร

### แนวปฏิบัติเพื่อกำหนดค่าเริ่มต้นที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว (3 ด้าน)

**1. การจำกัดข้อมูลให้น้อยที่สุด**
- ออกแบบแบบฟอร์ม/ระบบให้เก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นตามหลักเท่าที่ต้องรู้
- หลีกเลี่ยงการขอข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น วันเกิด เลขบัตรประจำตัวประชาชน เว้นแต่มีเหตุผลชัดเจนและชอบด้วยกฎหมาย
- ใช้ฟิลด์ "ไม่บังคับ" ให้ชัดเจน และทบทวนแบบฟอร์ม/ระบบเป็นระยะเพื่อคัดกรองข้อมูลที่ไม่จำเป็นออก
- ตัวอย่าง: ระบบสมัครสมาชิกควรเก็บเพียงชื่อ-นามสกุลและอีเมล ไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลสุขภาพ เว้นแต่ระบบที่เกี่ยวกับการแพทย์

**2. การจำกัดวัตถุประสงค์การใช้งาน**
- ระบุวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูลอย่างชัดเจนในคำประกาศความเป็นส่วนตัว
- ห้ามใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เดิม เว้นแต่ขอความยินยอมใหม่
- แยกข้อมูลตามวัตถุประสงค์ (ฐานข้อมูลลูกค้า / พนักงาน / ผู้สมัครงาน) และควบคุมการเข้าถึงให้ตรงกับบทบาท
- ตัวอย่าง: ข้อมูลผู้สมัครงานที่ไม่ผ่านการคัดเลือกต้องไม่ถูกนำไปใช้เพื่อการตลาด เว้นแต่ได้รับความยินยอมใหม่

**3. การทำข้อมูลแฝง**
- ใช้รหัสแทนข้อมูลระบุตัวบุคคลจริงในการประมวลผลภายใน
- แยกตาราง/ไฟล์ข้อมูลหลักที่ระบุตัวบุคคลได้ ออกจากข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ เพื่อป้องกันการย้อนกลับ
- กำหนดให้เฉพาะผู้มีอำนาจเท่านั้นที่เชื่อมข้อมูลกลับไปยังตัวบุคคลได้ และใช้การเข้ารหัสร่วมกับการควบคุมสิทธิ์
- ตัวอย่าง: การวิจัยสุขภาพพนักงานควรใช้รหัสประจำตัวแทนชื่อ และตัดข้อมูลระบุตัวบุคคลออกก่อนส่งให้ทีมวิเคราะห์

**การควบคุมและติดตาม** — จัดทำการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูล ([การประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA)](https://link.pdpalawbase.com/concept/dpia.md)) ก่อนพัฒนาระบบที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล · [เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)](https://link.pdpalawbase.com/concept/dpo.md)หรือคณะทำงานตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทาง · อบรมพนักงานทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

### ตัวอย่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่รองรับ

- **การจำกัดข้อมูลให้น้อยที่สุด** — แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ระบุฟิลด์จำเป็น/ทางเลือก ปิดช่องกรอกที่ไม่เกี่ยวข้อง ผ่านการตรวจสอบโดย DPO ก่อนใช้งานจริง และแจ้งเตือนเมื่อเพิ่มฟิลด์ใหม่ที่อาจละเมิดหลักการ
- **การจำกัดวัตถุประสงค์** — แยกฐานข้อมูลตามประเภทผู้ใช้งาน ควบคุมการเข้าถึงตามบทบาท และกำกับด้วยป้ายวัตถุประสงค์ของข้อมูลแต่ละชุด
- **การทำข้อมูลแฝง** — แยกข้อมูลระบุตัวตนออกจากข้อมูลที่ใช้ประมวลผล ใช้รหัสแทน และเก็บการจับคู่รหัสกับข้อมูลจริงไว้ในที่ปลอดภัยซึ่งจำกัดสิทธิ์เข้าถึงสูงสุด
- **การควบคุมและประเมินผล** — DPO ตรวจสอบระบบทุก 6 เดือน · ทำการประเมินผลกระทบและทดสอบการจำกัดข้อมูลทุกครั้งที่อัปเดตระบบ · อบรมพนักงานประจำปีพร้อมแบบทดสอบ


---

## โนดที่เกี่ยวข้อง (knowledge graph)

_(ไม่มีการเชื่อมโยงโดยตรง)_

ค้นทั้งคลัง: https://link.pdpalawbase.com/ask?q=<คำถาม> · สารบบทั้งหมด: https://link.pdpalawbase.com/
