---
title: "ข้อหารือที่ 12/2567 เรื่อง สมาคมธนาคารไทยขอหารือฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวมและใช้เอกสารบัตรประจำตัวคนพิการ เพื่อการยืนยันตัวตนสำหรับการใช้บริการทางการเงินของผู้พิการ"
type: opinion
slug: opinion-12-2567

opinion_number: 12
year_be: 2567
doc_no: "12/2567"
pdpc_consultation_legacy: "PDPC-consultation-41"
subject: "สมาคมธนาคารไทยขอหารือฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวมและใช้เอกสารบัตรประจำตัวคนพิการ เพื่อการยืนยันตัวตนสำหรับการใช้บริการทางการเงินของผู้พิการ"
subject_summary: "สมาคมธนาคารไทยขอหารือว่า ธนาคารสามารถอาศัยฐานทางกฎหมายข้อยกเว้น ม.26 (4) หรือ ม.26 (5) (จ) ของ PDPA ในการเก็บรวบรวมและใช้บัตร/สมุดประจำตัวคนพิการ (ข้อมูลสุขภาพ/อ่อนไหว) เพื่อยืนยันตัวตนตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งได้หรือไม่"
asker:
  - สมาคมธนาคารไทย
interpreted_sections:
  - มาตรา-22
  - มาตรา-23
  - มาตรา-26
  - มาตรา-27
  - มาตรา-37
conclusion_summary: "ธนาคาร/สถาบันการเงินสามารถเก็บรวบรวมและใช้บัตร/สมุดประจำตัวคนพิการเพื่อแสดงตน-พิสูจน์ตัวตนของลูกค้าคนพิการตามกฎหมาย AML ได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง อาศัย [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (จ) ประกอบ [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง (จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญในการตัดวงจรอาชญากรรมฟอกเงิน) · แต่ต้องเก็บเท่าที่จำเป็นตาม [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md) · แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าของข้อมูลตาม [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) · จัดมาตรการคุ้มครองและความมั่นคงปลอดภัยตาม [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (1) รวมถึง pseudonymization/encryption ตามความเสี่ยง"

pdf_url: "https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2024/09/PDPC-consultation-41.pdf"
pdf_local: "public_html/raw/opinions/opinion-12-2567.pdf"
source_url: "https://www.pdpc.or.th/consultation/"
content_origin: "pdf-pymupdf"

tags:
  - ข้อหารือ
  - year-2567

references:
  - มาตรา-22
  - มาตรา-23
  - มาตรา-26
  - มาตรา-27
  - มาตรา-37

ingested_by: claude-opus-4-7
ingested_at: 2026-05-26
reviewed_by: null
schema_version: 0.4.9
---

# ข้อหารือที่ 12/2567 เรื่อง สมาคมธนาคารไทยขอหารือฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวมและใช้เอกสารบัตรประจำตัวคนพิการ เพื่อการยืนยันตัวตนสำหรับการใช้บริการทางการเงินของผู้พิการ

## ข้อกฎหมาย

1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
    [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md) [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (จ) [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง และ [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (1)
2. พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
    มาตรา 20 มาตรา 20/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 22 วรรคหนึ่ง มาตรา 40 (3/1)
3. กฎกระทรวงกำหนดธุรกรรมที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ต้องจัดให้ลูกค้าแสดงตน
    พ.ศ. 2562
    ข้อ 6
4. กฎกระทรวงการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ. 2563
    ข้อ 17
5. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุม
    ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565

## ข้อหารือ

สมาคมธนาคารไทยขอหารือกรณีการจัดทำแนวปฏิบัติของสมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก
เพื่อสนับสนุนให้เกิดการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้าผู้พิการอย่างเป็นธรรม เพื่อเป็นมาตรฐานแนวปฏิบัติขั้นต่ำ
สำหรับธนาคารในการให้บริการทางการเงินแก่ผู้พิการ ซึ่งจากการประชุมหารือของคณะทำงาน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง
ได้มีข้อซักถามเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการเก็บรวบรวมและใช้เอกสารแสดงตนสำหรับการใช้บริการทางการเงิน
ของผู้พิการว่า การเก็บรวบรวมและใช้บัตรประจำตัวคนพิการหรือสมุดประจำตัวคนพิการ เป็นเอกสารแสดงตน
ของผู้พิการ ถือได้ว่าธนาคารมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว (sensitive data) ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md)
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ 2562 ธนาคารต้องได้รับความยินยอมในการประมวลผลข้อมูล
ส่วนบุคคลดังกล่าวโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล แต่ในขณะเดียวกันธนาคารมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการจัดเก็บข้อมูลและเอกสารของลูกค้าเกี่ยวกับการแสดงตน
การทำธุรกรรม และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า รวมถึงรายงานการทำธุรกรรม ซึ่งมีข้อกำหนดให้
ธนาคารต้องมีการจัดเก็บรักษาเอกสารตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 22
แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากการเก็บรวบรวม
และการใช้เอกสารแสดงตนของผู้พิการดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล อาจเป็น
เหตุให้ธนาคารไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ สมาคมธนาคาร
ไทยจึงขอหารือเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมและใช้เอกสารบัตรประจำตัวคนพิการ/สมุดประจำตัวคนพิการ ในการยืนยันตัวตน
สำหรับการใช้บริการทางการเงินของผู้พิการ ดังนี้
 1. ธนาคารสามารถอาศัยฐานทางกฎหมายที่เป็นข้อยกเว้นตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (4) หรือ [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (จ)
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล
ส่วนบุคคลได้หรือไม่ และขอความเห็นเพิ่มเติม
   2. ขอข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว (ถ้ามี)
ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

## ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้พิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า
มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 ได้บัญญัติให้สถาบันการเงิน
และผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 จัดให้ลูกค้าแสดงตนทุกครั้งก่อนการทำธุรกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ซึ่งต้องกำหนดมาตรการเพื่อขจัดอุปสรรคในการแสดงตนของคนพิการหรือทุพพลภาพด้วย เว้นแต่ลูกค้าได้แสดง
ตนไว้ก่อนแล้ว โดยการแสดงตนดังกล่าวให้เป็นไปตามวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งข้อ 6 ของกฎกระทรวง
กำหนดธุรกรรมที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ต้องจัดให้ลูกค้าแสดงตน พ.ศ. 2562 ได้
กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ต้องกำหนดมาตรการและควบคุมดูแล
การทำธุรกรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้มีการปฏิบัติอันเป็นอุปสรรคต่อการแสดงตนของลูกค้าที่เป็นคนพิการ
หรือคนทุพพลภาพ นอกจากนี้ มาตรา 20/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2552 กำหนดให้สถาบันการเงินต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าเมื่อเริ่มทำ
ธุรกรรมครั้งแรกโดยต้องตรวจสอบเป็นระยะจนสิ้นสุดดำเนินการเมื่อมีการปิดบัญชีหรือยุติความสัมพันธ์กับลูกค้า
โดยขอบเขตการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยข้อ 17 ของกฎกระทรวงการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า
พ.ศ. 2563 กำหนดให้สถาบันการเงินตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าโดยให้ดำเนินการระบุตัวตน
และพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้า แล้วจึงตรวจสอบข้อมูลของลูกค้ากับข้อมูลรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด
ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการต่อไป ประกอบกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน
ปปง.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดแนวทางปฏิบัติ กำกับ ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ
ดังกล่าวของผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมต่อสำนักงาน ปปง. ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวปฏิบัติตามระเบียบที่
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนด ตามมาตรา 40 (3/1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน
และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2556 ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ เรื่อง การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า สำหรับสถาบัน
การเงิน ประเภทธนาคาร โดยกำหนดว่า ในการแสดงตนและการพิสูจน์ตัวตนลูกค้าบุคคลธรรมดา กรณีผู้พิการ
หรือผู้ทุพพลภาพที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ให้ดำเนินการขอบัตรประจำตัวคนพิการ และเอกสารที่ออกจาก
หน่วยงานของรัฐอย่างน้อย 1 รายการ นอกจากนี้ มาตรา 22 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม
การฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2551 กำหนดให้สถาบันการเงินเก็บรักษารายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงตนตามมาตรา 20 เป็นเวลาห้าปี
นับแต่วันที่มีการปิดบัญชีหรือยุติความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งบัตรประจำตัวคนพิการหรือสมุดประจำตัวคนพิการ
เป็นเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับความพิการรวมอยู่ด้วย จึงเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) แห่งพระราชบัญญัติ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หากลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ และเข้าเงื่อนไขที่ต้องแสดงตน
ก่อนการทำธุรกรรมที่กำหนด แต่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ย่อมเป็นเหตุให้ธนาคารหรือสถาบันการเงิน
มีความจำเป็นต้องขอบัตรประจำตัวคนพิการหรือสมุดประจำตัวคนพิการ และเอกสารที่ออกจากหน่วยงานของรัฐ
อย่างน้อย 1 รายการ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแสดงตนและการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าสำหรับการทำธุรกรรม
ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 ทั้งยังเป็นขั้นตอนแรก
ของการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ตามมาตรา 20/1 แห่งพระราชบัญญัติป้องกัน
และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 ประกอบกฎกระทรวงและแนวทางปฏิบัติของสำนักงาน ปปง. ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้
ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องเก็บรักษารายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงตนดังกล่าวไว้
ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
อีกด้วย การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับความพิการของธนาคารหรือสถาบันการเงิน
เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว สำหรับลูกค้าซึ่งเป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ ที่ใช้บัตรประจำตัวคนพิการหรือสมุดประจำตัวคน
พิการเพื่อการแสดงตนและการพิสูจน์ตัวตน หากธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติ
ตามกฎหมายของธนาคารหรือสถาบันการเงิน และบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้การตัดวงจรการประกอบ
อาชญากรรมเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นไปอย่าง
มีประสิทธิภาพ จึงอาจถือได้ว่าเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์
สาธารณะที่สำคัญ ก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตามนัย [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5)
(จ) ประกอบ [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 แต่ธนาคารหรือสถาบัน
การเงินจะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ดี ธนาคารจะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าได้เพียงเท่าที่จำเป็นภายใต้
วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ตาม [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
และจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียด
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ตาม [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) ซึ่งรวมถึง (1) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมเพื่อการนำ
ข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หรือเปิดเผย และ (4) ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม
อาจจะถูกเปิดเผย โดยควรแจ้งรายละเอียดดังกล่าวให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบด้วยวิธีการและรูปแบบ
ที่เป็นธรรม โปร่งใส และเหมาะสมสำหรับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพดังกล่าว
และจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติอื่น ๆ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนด้วย โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคนพิการที่อาจขาด
ความสามารถในการปกป้องสิทธิและประโยชน์ของตนเนื่องจากข้อจำกัดต่าง ๆ โดยธนาคารหรือสถาบันการเงินในฐานะ
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง
ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยง
ตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนโอกาสเกิดและผลกระทบ
จากเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ประกาศกำหนดตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย
ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 ซึ่งออกตามความใน [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล
ส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมถึงอาจพิจารณาทำการแฝงข้อมูล (pseudonymization) เพื่อลดความเสี่ยงในการระบุตัวบุคคล
ที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำการเข้ารหัสข้อมูล (encryption) หรือใช้มาตรการอื่นในลักษณะเดียวกัน
อย่างเหมาะสมตามระดับความเสี่ยง โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเทคโนโลยี บริบท สภาพแวดล้อม มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ
สำหรับหน่วยงานหรือกิจการในประเภทหรือลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ลักษณะและวัตถุประสงค์ของการเก็บ
รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพยากรที่ต้องใช้ และความเป็นไปได้ในการดำเนินการประกอบกัน หากการ
ดำเนินการดังกล่าว ยังคงสามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้

## เอกสารต้นฉบับ

- [PDF ต้นฉบับ (local)](../../raw/opinions/opinion-12-2567.pdf)
- [ที่มา: pdpc.or.th](https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2024/09/PDPC-consultation-41.pdf)


---

## โนดที่เกี่ยวข้อง (knowledge graph)

- [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md)
- [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md)
- [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md)
- [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md)
- [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md)

ค้นทั้งคลัง: https://link.pdpalawbase.com/ask?q=<คำถาม> · สารบบทั้งหมด: https://link.pdpalawbase.com/
