---
title: "ข้อหารือที่ 16/2567 เรื่อง บริษัท W ขอหารือเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลการรักษาพยาบาลเพื่อเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ"
type: opinion
slug: opinion-16-2567

opinion_number: 16
year_be: 2567
doc_no: "16/2567"
pdpc_consultation_legacy: "PDPC-consultation-45"
subject: "บริษัท W ขอหารือเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลการรักษาพยาบาลเพื่อเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ"
subject_summary: "บริษัท W (เอกชน) ในฐานะนายจ้าง เก็บรวบรวมข้อมูลใบรับรองแพทย์ของพนักงานเพื่อเบิกจ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เกิดจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่พนักงานบางรายไม่ให้ความยินยอม โดยอ้างว่าเป็นกรณี ม.26 (5) (ค) PDPA · บริษัทขอหารือว่าเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมหรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไรหากพนักงานไม่ยินยอม"
asker:
  - บริษัท W
interpreted_sections:
  - มาตรา-19
  - มาตรา-23
  - มาตรา-24
  - มาตรา-26
conclusion_summary: "การเก็บข้อมูลสุขภาพเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันบริษัท W ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ม.19 = จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์คุ้มครองแรงงาน → เข้าข้อยกเว้นตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค) ของ PDPA · บริษัท W ไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง · ตัวอย่างอื่นที่เข้าข้อยกเว้น: การลาป่วย/ทำหมัน/คลอดบุตร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.32/33/41/42 · ข้อสังเกต: คำว่า 'สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย' ตาม ม.26 (5) (ค) ครอบคลุมเฉพาะข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และบุคคลอื่นที่เป็น 'ผู้มีสิทธิ' ตามกฎหมาย ไม่ครอบคลุมพนักงานเอกชน · สำหรับสวัสดิการที่ไม่ได้ผูกพันตามแรงงานสัมพันธ์ → ต้องขอความยินยอม แต่บริษัทอาจกำหนดเป็นเงื่อนไขตาม [มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคสี่ ของ PDPA และแจ้งผลกระทบตาม [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) (2) + [มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคหก ได้"

pdf_url: "https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2024/11/PDPC-consultation-45.pdf"
pdf_local: "public_html/raw/opinions/opinion-16-2567.pdf"
source_url: "https://www.pdpc.or.th/consultation/"
content_origin: "pdf-pymupdf"

tags:
  - ข้อหารือ
  - year-2567

references:
  - มาตรา-19
  - มาตรา-23
  - มาตรา-24
  - มาตรา-26

ingested_by: claude-opus-4-7
ingested_at: 2026-05-26
reviewed_by: null
schema_version: 0.4.9
---

# ข้อหารือที่ 16/2567 เรื่อง บริษัท W ขอหารือเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลการรักษาพยาบาลเพื่อเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ

## ข้อกฎหมาย

1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
[มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคสี่และวรรคหก [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) (2) [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) และ [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค)
2. พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา 19
3. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 41 และมาตรา 42
4. พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

## ข้อหารือ

บริษัท W ในฐานะนายจ้างที่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับสุขภาพของพนักงานเพื่อ
การเบิกจ่ายสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล อันเนื่องมาจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากข้อเรียกร้องของพนักงาน
โดยพนักงานส่วนใหญ่ของบริษัทเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานแห่งหนึ่งตามสิทธิที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติแรงงาน
สัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เพื่อให้สหภาพแรงงานนั้นเป็นตัวแทนของพนักงานในการยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างใน
ด้านต่าง ๆ ต่อบริษัท W เช่น เงินเดือน โบนัส และสวัสดิการ ซึ่งรวมถึงสวัสดิการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลด้วย โดยใน
ปัจจุบัน พนักงานมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลตามสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากข้อเรียกร้องเกี่ยวกับ
สภาพการจ้างทั้งสิ้น 2 ประเภท คือ 1. โรคทั่วไป 2. โรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับเส้นเลือดใน
สมอง ฯลฯ ตามจำนวนค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินที่กำหนดต่อคนต่อปี ซึ่งพนักงานที่ประสงค์จะใช้
สิทธิสวัสดิการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ต้องยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อแสดงว่า ค่าใช้จ่ายที่นำมาเบิกเป็นค่ารักษาพยาบาล
จริง 2 รายการ ให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท W คือ 1. ใบรับรองแพทย์ที่ระบุชื่อโรคหรืออาการเจ็บป่วย
และ 2. ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล จากนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารที่ยื่นว่า
ถูกต้อง แล้วบันทึกข้อมูลลงในโปรแกรมจัดการทรัพยากรบุคคลของบริษัท W หลังจากนั้น บริษัท W จะจ่ายเงิน
โดยโอนเข้าบัญชีของพนักงานพร้อมกับเงินเดือนในแต่ละงวด และลงบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ต้องนำไป
คำนวณเพื่อเสียภาษี ส่วนเอกสารที่พนักงานยื่นเพื่อขอเบิก บริษัท W ต้องเก็บรักษาไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร
ตรวจสอบ ทั้งนี้ การลงบันทึกค่าใช้จ่ายและการเก็บหลักฐานไว้ให้ตรวจสอบ เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร
โดยบริษัท W จะเก็บเอกสารไว้เป็นเวลา 10 ปี นับจากจ่ายเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ตามอายุความที่กรมสรรพากร
มีอำนาจประเมิน หลังจากนั้น จะลบทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงลบข้อมูลออกจากโปรแกรมจัดการทรัพยากรบุคคล
โดยบริษัท W ได้พิจารณาว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของ
พนักงานซึ่งต้องขอความยินยอมจากพนักงานด้วย บริษัท W จึงได้แจ้งรายละเอียดตาม [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) แห่งพระราชบัญญัติ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พร้อมทั้งจัดทำแบบฟอร์มขอความยินยอมจากพนักงาน โดยแสดงเหตุผล
ความจำเป็นที่ต้องขอความยินยอม และระบุไว้ด้วยว่าหากพนักงานไม่ให้ความยินยอม บริษัท W จะไม่สามารถจ่ายเงิน
ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลให้ได้ แต่มีพนักงานไม่ให้ความยินยอม พร้อมโต้แย้งว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลในกรณีนี้
เป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นตามที่กำหนดไว้ใน [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
เพราะบริษัท W มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น บริษัท W จึงต้องจ่ายเงินช่วยเหลือให้
พนักงานโดยไม่ต้องขอความยินยอม และหากบริษัท W ไม่ยอมจ่ายเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ก็จะถือว่ามีความผิด
ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 บริษัท W จึงขอหารือในประเด็น ดังนี้
1. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ถือเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้อง
ขอความยินยอม หรือไม่
2. หากไม่เข้าข้อยกเว้น แต่พนักงานไม่ให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวมข้อมูล และยืนยันว่า
บริษัท W ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง บริษัท W จะต้องดำเนินการอย่างไร

## ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้วมีความเห็น ดังนี้
ประเด็นตามข้อหารือที่ 1 เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
บัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลว่า ต้องมีฐานทางกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md)
หรือ [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) แล้วแต่กรณี ซึ่งความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นฐานทางกฎหมายหนึ่งที่ผู้ควบคุม
ข้อมูลส่วนบุคคลสามารถใช้เพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่เข้าข้อยกเว้นตาม [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md)
หรือ [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) แล้วแต่กรณี บริษัท W จะต้องขอความยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมายจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ตาม [มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังนั้น เมื่อบริษัท W มีการเก็บรวบรวม
ข้อมูลจากใบรับรองแพทย์ที่ระบุชื่อโรคหรืออาการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิสวัสดิการของพนักงาน
ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์
พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บริษัท W จะต้องพิจารณาว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับ
ข้อมูลสุขภาพดังกล่าว เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md)
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือไม่ โดย [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค) กำหนดข้อยกเว้น
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพที่ไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง ในกรณีที่เป็น
การจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ฯลฯ ซึ่งในการดำเนินงาน
ของนายจ้าง นายจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ในกรณีของรัฐวิสาหกิจ
และข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 19
แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ด้วยเหตุนี้ หากบริษัท W ในฐานะนายจ้างเห็นว่า การเก็บรวบรวม
ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิสวัสดิการ
ของพนักงานดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและมีผลผูกพันบริษัท W ในฐานะนายจ้าง
และลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ จึงเป็นการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ
การคุ้มครองแรงงาน บริษัท W ก็สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้โดยไม่ต้อง
ขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ตัวอย่างอื่นของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้อง
ขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากถือเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมาย
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ตามนัย [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ย่อมรวมถึงกรณีที่นายจ้างเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ
เพื่อพิจารณาให้ลูกจ้างลาป่วยตามสิทธิหรือการให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ประกอบการลาป่วยตามสิทธิ
ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือเพื่อพิจารณาให้ลูกจ้างลาเพื่อทำหมัน
และลาเนื่องจากการทำหมันตามสิทธิ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
หรือเพื่อพิจารณาให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ลาเพื่อคลอดบุตรตามสิทธิ ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติ
คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562
หรือเพื่อพิจารณาให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ที่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปได้
เปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง
แรงงาน พ.ศ. 2541
อนึ่ง คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คำว่า "สวัสดิการเกี่ยวกับ
การรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย" ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ศ. 2562 ครอบคลุมเฉพาะสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และบุคคลอื่น
ที่เป็น "ผู้มีสิทธิ" ตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับตนเอง
และบุคคลในครอบครัวของตนตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในกฎหมายว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ
การจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย ตลอดจนสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการ
สุขภาพของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พนักงาน ลูกจ้าง และผู้ปฏิบัติงานประเภทต่าง ๆ ของส่วนราชการ องค์การมหาชน
และหน่วยงานของรัฐทุกประเภทที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายอื่นในการจัดสวัสดิการเกี่ยวกับ
การรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการสุขภาพแก่บุคลากรของตน ตลอดจนบุคคลในครอบครัวของผู้นั้นด้วย
แต่ไม่ครอบคลุมการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพของพนักงานของหน่วยงานเอกชนที่ไม่ได้
เป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมาย เช่น กรณีที่บริษัท W หารือมา
ประเด็นตามข้อหารือที่ 2 เห็นว่า เมื่อได้พิจารณาในประเด็นตามข้อหารือที่ 1 แล้วว่า
การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพของบริษัท W ในฐานะนายจ้าง เพื่อใช้ประกอบการ
พิจารณาเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิสวัสดิการของพนักงานดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเกี่ยวกับ
สภาพการจ้างและมีผลผูกพันบริษัท W ตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ จึงถือเป็นการดำเนินการที่จำเป็น
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน และสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้
โดยไม่ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค) แห่งพระราชบัญญัติ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จึงไม่ต้องตอบข้อหารือในประเด็นนี้อีก
อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่นายจ้างจัด
ให้มีสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือสวัสดิการสุขภาพที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเกี่ยวกับ
สภาพการจ้างที่มีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ จึงไม่ใช่กรณีที่เป็นการจำเป็น
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ค) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล
ส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ
การพิจารณาเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสวัสดิการดังกล่าว จะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของ
ข้อมูลส่วนบุคคล แต่นายจ้างอาจพิจารณาว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่จะเก็บรวบรวมดังกล่าว เช่น ข้อมูลตามใบรับรองแพทย์
ที่ระบุชื่อโรคหรืออาการเจ็บป่วย มีความจำเป็นสำหรับการดำเนินการเพื่อพิจารณาเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตาม
สวัสดิการของพนักงานหรือไม่ เพียงใด หากเห็นว่ามีความจำเป็นและสมควร ก็สามารถพิจารณากำหนดเงื่อนไขว่า
ในการยื่นเบิกค่ารักษาพยาบาลตามสวัสดิการ พนักงานของบริษัท W จะต้องให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว มิฉะนั้น บริษัท W จะไม่สามารถพิจารณาเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ตามสวัสดิการนั้นได้ เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวของบริษัท W มีความจำเป็นและเกี่ยวข้อง
สำหรับการพิจารณาเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสวัสดิการ ซึ่งเป็นไปตาม [มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่บัญญัติว่า ในการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ ต้องไม่มี
เงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้อง
สำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ ดังนั้น ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณาแล้ว
เห็นว่า การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องใด มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำ
สัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการ ก็อาจกำหนดเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล
ส่วนบุคคลดังกล่าว ในการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ ได้ ทั้งนี้ เนื่องจากในบางกรณี
การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ศ. 2562 ที่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีความจำเป็นสำหรับการเข้าทำ
สัญญาหรือการให้บริการบางอย่าง เช่น กรณีการสมัครทำสัญญาประกันสุขภาพ ในกรณีที่เงื่อนไขของสัญญา
จะต้องมีการตรวจสุขภาพก่อน หรือกรณีการสมัครใช้บริการแอปพลิเคชันเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพของตนเอง
ซึ่งในกรณีเหล่านี้ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล
ส่วนบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในการเข้าทำสัญญาหรือการให้บริการ มิฉะนั้นก็จะไม่
สามารถเข้าทำสัญญาหรือการให้บริการนั้นได้ และการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังกล่าว
ก็เป็นกรณีที่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาหรือการให้บริการนั้น แต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
จะต้องแจ้งถึงผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการถอนความยินยอม ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ทราบในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลหรือการแจ้งวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบด้วย ตามนัย [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) (2) และ [มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคหก
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมทั้งควรแจ้งเหตุผลความจำเป็นที่ต้องขอความยินยอม
โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขของการใช้สิทธิสวัสดิการในการเบิกค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้พนักงานมีความเข้าใจ
ในการดำเนินการเรื่องนี้ให้ชัดเจนก่อนหรือขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวด้วย

## เอกสารต้นฉบับ

- [PDF ต้นฉบับ (local)](../../raw/opinions/opinion-16-2567.pdf)
- [ที่มา: pdpc.or.th](https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2024/11/PDPC-consultation-45.pdf)


---

## โนดที่เกี่ยวข้อง (knowledge graph)

- [มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md)
- [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md)
- [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md)
- [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md)

ค้นทั้งคลัง: https://link.pdpalawbase.com/ask?q=<คำถาม> · สารบบทั้งหมด: https://link.pdpalawbase.com/
