---
title: "ข้อหารือที่ 16/2569 เรื่อง ข้อหารือเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าผู้กู้ยืมเงินเพื่อเป็นหลักประกันทางธุรกิจ"
type: opinion
slug: opinion-16-2569

opinion_number: 16
year_be: 2569
doc_no: "16/2569"
subject: "ข้อหารือเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าผู้กู้ยืมเงินเพื่อเป็นหลักประกันทางธุรกิจ"
subject_summary: "บริษัทสินเชื่อหารือว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าผู้กู้ให้แก่บุคคลภายนอกผู้ให้กู้ เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจและเตรียมโอนสิทธิเรียกร้องในอนาคต ต้องขอความยินยอมจากลูกค้าหรือระบุความยินยอมไว้ในสัญญากู้ได้หรือไม่ และจะใช้ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายแทนความยินยอมได้หรือไม่"
asker:
  - บริษัท ฉ
interpreted_sections:
  - มาตรา-19
  - มาตรา-21
  - มาตรา-22
  - มาตรา-23
  - มาตรา-24
  - มาตรา-27
  - มาตรา-32
  - มาตรา-37

pdf_url: "https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2026/08/consultation-79-2.pdf"
pdf_local: "public_html/raw/opinions/opinion-16-2569.pdf"
source_url: "https://www.pdpc.or.th/consultation/"
content_origin: "pdf-pymupdf"

tags:
  - ข้อหารือ
  - year-2569

references:
  - มาตรา-19
  - มาตรา-21
  - มาตรา-22
  - มาตรา-23
  - มาตรา-24
  - มาตรา-27
  - มาตรา-32
  - มาตรา-37

ingested_by: claude-opus-5
ingested_at: 2026-09-10
reviewed_by: null
schema_version: 0.4.9
---

# ข้อหารือที่ 16/2569 เรื่อง ข้อหารือเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าผู้กู้ยืมเงินเพื่อเป็นหลักประกันทางธุรกิจ

## ข้อกฎหมาย

1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 
[มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า [มาตรา 21](https://link.pdpalawbase.com/section/21.md) [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md) 
[มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) (4) [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (3) และ (5) [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง [มาตรา 32](https://link.pdpalawbase.com/section/32.md) (1) 
(ก) และ (ข) และ[มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (1) และ (2) 
2. พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 
3. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคง
ปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 
ข้อ 4 (2) 
4. แนวทางการดำเนินการในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตาม
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

## ข้อหารือ

บริษัท ฉ (“บริษัทฯ”) แจ้งว่า บริษัทฯ ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและ
สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ และประสงค์จะขอหารือเกี่ยวกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปใช้เป็น
หลักประกันทางธุรกิจตามสัญญากู้ยืมเงิน โดยบริษัทฯ กับลูกค้ามีนิติสัมพันธ์กันในฐานะเจ้าหนี้กับลูกหนี้ 
ตามสัญญากู้ในทางการค้าปกติ ซึ่งบริษัทฯ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เช่น ชื่อ นามสกุล 
เลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อใช้สำหรับการพิจารณาอนุมัติขอสินเชื่อ
ในทางการค้าปกติ และบริษัทฯ ได้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ในขณะเดียวกัน 
บริษัทฯ กับบุคคลภายนอกผู้ให้กู้มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะลูกหนี้กับเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ 
การทำสัญญากู้ของบริษัทฯ กับลูกค้าแต่อย่างใด ซึ่งการกู้ยืมเงินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทฯ มีทุนในการเสริม
สภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ให้กู้ดังกล่าวมีข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ให้กู้
กับบริษัทฯ ว่า บริษัทฯ จะต้องจัดทำหลักประกันทางธุรกิจโดยการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า (ซึ่งลูกค้า 
ได้ให้ความยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมายให้แก่บริษัทฯ) เช่น ชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชนหรือเลขที่หนังสือ
เดินทาง ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ เลขที่ของสัญญากู้ วันที่ลงนามและวันที่ครบกำหนดของสัญญากู้ จำนวนเงิน
ผ่อนชำระทั้งหมด จำนวนเงินผ่อนชำระคงเหลือ มูลค่าสิทธิเรียกร้องตามสัญญา และมูลค่าสิทธิเรียกร้องคงเหลือ 
เพื่อให้ผู้ให้กู้ใช้เพื่อเตรียมความพร้อมในการโอนสิทธิเรียกร้องในอนาคต และจะต้องยินยอมให้ผู้ให้กู้ดำเนินการ 
จดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งหากบริษัทฯ ผิดนัด ผิด
สัญญา และ/หรือไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญาดังกล่าว ผู้ให้กู้สามารถบังคับให้บริษัทฯ ต้องโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งเป็น
มูลหนี้ที่คาดว่าจะได้รับชำระหนี้ ตามสัญญากู้ระหว่างบริษัทฯ กับลูกค้าให้แก่ผู้ให้กู้นั้น กล่าวคือ เป็นการเปลี่ยน
เจ้าหนี้ เพื่อให้ผู้ให้กู้นั้นดำเนินการใช้สิทธิเรียกร้องในการบังคับชำระหนี้กับลูกค้าต่อไป ซึ่งเป็นไปตามหลักประกัน
ทางธุรกิจที่ได้ตกลงกันทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เนื้อหาในร่างสัญญากู้ระหว่างบริษัทฯ 
กับบุคคลภายนอก (ผู้ให้กู้) มีข้อกำหนดว่า บริษัทฯ สัญญาว่าจะจัดทำสัญญาหลักประกันทางธุรกิจและหนังสือ
ยินยอมในการจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจเพื่อให้ผู้ให้กู้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเรียกร้องการรับเงินจากพอร์ต
ลูกหนี้ที่มีสถานะปกติของบริษัทฯ เป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้กู้ โดย ณ วันที่จัดทำสัญญา
หลักประกันทางธุรกิจ หรือวันที่เบิกเงินกู้ หรือวันสุดท้ายของเดือน แล้วแต่กรณี มูลค่าของพอร์ตลูกหนี้ดังกล่าวที่นำมา
เป็นหลักประกันจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 100 ของภาระหนี้ที่มีอยู่กับผู้ให้กู้ในขณะนั้น รวมกับวงเงินกู้ที่จะเบิก 

 
 
ในแต่ละครั้ง โดยบริษัทฯ ตกลงเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และกรณีที่มูลค่าของพอร์ตลูกหนี้ที่นำมาเป็น
หลักประกันในเดือนใดลดลงต่ำกว่าร้อยละ 100 ของภาระหนี้ที่บริษัทฯ มีอยู่กับผู้ให้กู้ บริษัทฯ จะต้องดำเนินการ
จดทะเบียนพอร์ตลูกหนี้เพิ่มเติมเพื่อให้มูลค่าของพอร์ตลูกหนี้ที่เป็นหลักประกันเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
ข้างต้น ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันสุดท้ายของเดือนนั้น ตลอดจนยังมีข้อกำหนดว่า บริษัทฯ ตกลงให้ความยินยอม
แก่ผู้ให้กู้ในการโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้กู้ หรือนิติบุคคลอื่นใดที่ผู้ให้กู้จะพิจารณาเห็นสมควรได้ 
โดยบริษัทฯ ตกลงยินยอม และ/หรือจะดำเนินการเพื่อให้หลักประกันและ/หรือสัญญาหลักประกันใด ๆ ภายใต้
สัญญานี้ ที่บริษัทฯ และ/หรือผู้ให้หลักประกันได้ให้ไว้แก่ธนาคารนั้นยังคงมีผลผูกพันเป็นหลักประกันต่อเนื่องไปยัง
ผู้รับโอนสิทธิทุกประการ และบริษัทฯ ตกลงว่า ผู้ให้กู้มีสิทธิเปิดเผยข้อมูลของบริษัทฯ ให้แก่ผู้ที่รับโอนสิทธิ 
ตามสมควรด้วย และบริษัทฯ ตกลงจะไม่ใช้สิทธิคัดค้านหรือโต้แย้งการโอนสิทธิดังกล่าว (ถ้ามี) แต่อย่างใด 
อีกทั้งเนื้อหาในร่างสัญญากู้ระหว่างบริษัทฯ กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นลูกค้าของบริษัทฯ มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ
การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลว่า ในกรณีที่บริษัทฯ มีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไว้ 
หากบริษัทฯ จะนำข้อมูลนั้นไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอก บริษัทฯ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกค้าก่อน 
โดยลูกค้ามีสิทธิจะให้ความยินยอมหรือไม่ก็ได้ และหากให้ความยินยอมไปแล้ว ลูกค้ามีสิทธิถอนความยินยอมดังกล่าว
เมื่อใดก็ได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด และลูกค้ารับทราบว่า 
บริษัทฯ อาจมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้กับผู้ที่ได้รับการโอนสิทธิเรียกร้องหรือผู้ที่ประสงค์จะ 
รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จะดำเนินการให้บุคคลดังกล่าวต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วย 
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังมี
ข้อกำหนดว่า ลูกค้าตกลงยินยอมให้บริษัทฯ โอนสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ของตน ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน 
ตามสัญญาฉบับนี้ ให้แก่บุคคลใด ๆ ได้ โดยบริษัทฯ และผู้รับโอนสิทธิจะแจ้งเป็นหนังสือไปยังลูกค้าล่วงหน้าเป็นเวลา 
ไม่น้อยกว่า 1 งวดของการชำระเงินกู้ และ/หรือดอกเบี้ย หรืองวดของการคิดดอกเบี้ย และลูกค้าตกลงยอมรับว่า
สิทธิของลูกค้าตามสัญญาฉบับนี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวซึ่งลูกค้าไม่สามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือ
แต่บางส่วน 
 
บริษัทฯ จึงขอหารือในประเด็น ดังต่อไปนี้ 
 
1. ลูกค้าจะต้องให้ความยินยอมเพื่อให้บริษัทฯ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไปยัง
บุคคลภายนอกผู้ให้กู้หรือไม่ และความยินยอมเช่นนี้สามารถระบุในสัญญากู้ที่ทำขึ้นระหว่างบริษัทฯ กับลูกค้า 
เพื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้แก่บุคคลภายนอกผู้ให้กู้ดังกล่าวสำหรับใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ 
ตามสัญญากู้และใช้เป็นข้อมูลสำหรับโอนสิทธิเรียกร้องในอนาคตได้หรือไม่ อย่างไร 
 
2. ในกรณีที่บุคคลภายนอกผู้ให้กู้ดังกล่าวมีความจำเป็นต้องได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าทุก ๆ 
เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมในการโอนสิทธิเรียกร้องในอนาคต บริษัทฯ (ผู้กู้) สามารถใช้ฐานประโยชน์โดยชอบ 
ด้วยกฎหมายในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าได้หรือไม่ อย่างไร

## ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือของบริษัท ฉ (บริษัทฯ) 
ดังกล่าวแล้ว มีความเห็นว่า ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล โดยทำสัญญากู้ยืมเงิน
กับลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อ
วัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามสัญญานั้น ย่อมเป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตาม[มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (3) 
ประกอบ[มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 แต่สำหรับการเปิดเผยข้อมูล

 
 
ส่วนบุคคลของลูกค้าที่ทำสัญญากู้ยืมเงินจากบริษัทฯ ในกรณีดังกล่าวเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจตามสัญญา 
กู้ยืมเงินตามมูลหนี้ระหว่างบริษัทฯ กับบุคคลหรือนิติบุคคลภายนอก (ผู้ให้กู้) เช่น สถาบันการเงิน นั้น มีวัตถุประสงค์
เพื่อให้บริษัทฯ มีทุนในการเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และเป็นคนละกรณีกับสัญญากู้ยืมเงินระหว่างบริษัทฯ 
กับลูกค้า โดยคณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีความเห็นในแต่ละประเด็นข้อหารือดังนี้ 
 
ประเด็นข้อหารือที่ 1 เห็นว่า ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าของบริษัทฯ ให้แก่
บุคคลหรือนิติบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ให้กู้นั้น หากบริษัทฯ เลือกที่จะขอความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูล 
ส่วนบุคคลของลูกค้าให้แก่ผู้ให้กู้ เพื่อดำเนินการตามข้างต้น บริษัทฯ ย่อมมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตาม[มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) 
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ประกอบแนวทางการดำเนินการในการขอความยินยอม
จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่คณะกรรมการ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดโดยสังเขป คือ การขอความยินยอมก่อนหรือ
ในขณะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่มีการขอความยินยอมย้อนหลัง (retroactive 
consent) การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง โดยมีการให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง 
(clear affirmative act) ที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความยินยอมอย่างชัดเจน (express statement of 
consent) โดยทำเป็นหนังสือหรือทำโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ (เว้นแต่โดยสภาพไม่อาจขอความยินยอม
ด้วยวิธีการดังกล่าวได้) แต่ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปด้วย
อย่างเฉพาะเจาะจง (specific) และต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงการระบุ
วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหลายประเภทหรือหลายเรื่องหรือเป็นการทั่วไป
มารวมอยู่ในการขอความยินยอมเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ จะต้องมีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจ
ได้ รวมทั้งใช้ภาษาที่อ่านง่าย และไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิด 
ในวัตถุประสงค์ ตาม[มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม และในการขอความยินยอมจากเจ้าของ
ข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทฯ ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องคำนึงอย่างถึงที่สุดในความเป็นอิสระของ 
ลูกค้าที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม ทั้งนี้ ในการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการใด ๆ 
ต้องไม่มีเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่มีความจำเป็นหรือ
เกี่ยวข้องสำหรับการเข้าทำสัญญาซึ่งรวมถึงการให้บริการนั้น ๆ ตาม[มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคสี่ ซึ่งเป็นไปตามหลัก
ความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการให้ความยินยอม (freely given consent) เพื่อป้องกันกรณี 
การบังคับให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องให้ความยินยอมเป็นเงื่อนไขผูกมัด (bundled consent) ในการเข้า 
ทำสัญญาหรือการให้บริการใด ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือ 
ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งในกรณีนี้ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยภายนอกที่บริษัทฯ 
ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ เอง ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องกับการเข้าทำสัญญากู้ยืมเงิน
ของลูกค้าโดยตรง การกำหนดเงื่อนไขในการให้ความยินยอมเพื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่ผู้ให้กู้เป็นเงื่อนไข 
ในการเข้าทำสัญญากู้ยืมเงินของลูกค้า ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นหรือเกี่ยวข้องกัน จึงไม่สามารถกระทำได้ 
 
นอกจากนี้ ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ลูกค้าที่กู้ยืมเงินจากบริษัทฯ ย่อมมีสิทธิถอน 
ความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่ 
มีข้อจำกัดสิทธิในการถอนความยินยอมโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 
ตาม[มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md) วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งหากลูกค้าถอนความยินยอม 
บริษัทฯ ย่อมไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้แก่ผู้ให้กู้ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ การอาศัย 
ความยินยอมเป็นฐานทางกฎหมาย (lawful basis) ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่กู้ยืมเงินจาก
บริษัทฯ ให้แก่ผู้ให้กู้ เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ที่ต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 

 
 
จึงมีความไม่แน่นอน และอาจกระทบต่อการปฏิบัติตามสัญญาหลักประกันทางธุรกิจระหว่างบริษัทฯ กับผู้ให้กู้ ดังนั้น 
การขอความยินยอมในกรณีดังกล่าวจึงมีข้อจำกัดในการดำเนินการเพื่อให้บริษัทฯ สามารถปฏิบัติตามสัญญา
หลักประกันทางธุรกิจได้ค่อนข้างมาก จึงอาจไม่ใช่การดำเนินการที่เหมาะสมแก่กรณี 
 
สำหรับกรณีที่จะถือเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็น
คู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น ตาม[มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (3) 
ประกอบ[มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จะต้องเป็นกรณีที่เป็น
สัญญาโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และการเก็บรวบรวม ใช้ 
หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเป็นเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญและจำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว 
หรือเพื่อการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้นเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีการเก็บรวบรวม 
ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจะส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาดังกล่าวได้ แต่ในการทำสัญญา
กู้ยืมเงินโดยทั่วไป การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่กู้ยืมเงินจากบริษัทฯ ให้แก่ผู้ให้กู้ไม่มีความจำเป็น 
ต่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งลูกค้าที่กู้ยืมเงินจากบริษัทฯ ในฐานะที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญา 
หากแต่เป็นไปเพื่อการทำสัญญาหลักประกันทางธุรกิจระหว่างบริษัทฯ กับผู้ให้กู้เท่านั้น การอาศัยเหตุผลดังกล่าว 
เป็นฐานทางกฎหมายในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจึงไม่ใช่การดำเนินการที่เหมาะสมแก่กรณีเช่นเดียวกัน 
 
ประเด็นข้อหารือที่ 2 เห็นว่า ในการพิจารณาว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่กู้ยืมเงิน
จากบริษัทฯ ให้แก่ผู้ให้กู้ดังกล่าว เป็นกรณีที่เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูล 
ส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญ
ไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตาม[มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (5) ประกอบ[มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) 
วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้หรือไม่ นั้น บริษัทฯ อาจพิจารณาการประเมิน
ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest Assessment: LIA) จากหลักเกณฑ์ 3 ประการ ดังนี้ 
ประการที่หนึ่ง การทดสอบวัตถุประสงค์ (purpose test) เป็นการพิจารณาเหตุผลและประโยชน์ 
ที่จะได้รับจากการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว ว่ามีความชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ อย่างไร 
ประการที่สอง การทดสอบความจำเป็น (necessity test) เป็นการพิจารณาว่า การเก็บรวบรวม ใช้ 
หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายนั้น 
และสามารถดำเนินการด้วยวิธีการอื่นที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล 
ส่วนบุคคลน้อยกว่าได้หรือไม่ เพียงใด 
ประการที่สาม การทดสอบความสมดุลแห่งสิทธิ (balancing test) เป็นการพิจารณาชั่งน้ำหนัก
ระหว่างประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว กับสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 
ซึ่งจะต้องไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว (right to privacy) ของเจ้าของข้อมูล
ส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องเกินสมควร 
ดังนั้น หากบริษัทฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่กู้ยืมเงินจาก
บริษัทฯ ให้แก่ผู้ให้กู้ในกรณีดังกล่าว เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์และประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย (legitimate 
interest) ของบริษัทฯ ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เช่น เพื่อให้บริษัทฯ 
มีทุนในการเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และช่วยให้ลูกค้ารายดังกล่าวและลูกค้ารายอื่นสามารถกู้ยืมเงินได้
อย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่ได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับบริษัทฯ 
มีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้ง
เมื่อพิจารณาชั่งน้ำหนักกับสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึง

 
 
ผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิในความเป็นส่วนตัว (right to privacy) ของลูกค้าที่เป็นเจ้าของข้อมูล
ส่วนบุคคล และความคาดหวังต่อความเป็นส่วนตัว (expectation of privacy) ที่ลูกค้าพึงมีในบริบทดังกล่าวแล้ว 
เห็นว่า ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า 
เช่น เห็นว่าการกำหนดเงื่อนไขและข้อตกลงเกี่ยวกับความรับผิดของลูกค้าในกรณีที่มีการโอนสิทธิเรียกร้อง 
ในการชำระหนี้จากบริษัทฯ ไปยังผู้ให้กู้นั้น มิได้ทำให้ลูกค้าเสียเปรียบหรือต้องรับผิดในหนี้เกินส่วนที่ตนมีหน้าที่ต้อง
ชำระแก่บริษัทฯ อยู่ก่อนแล้วแก่ผู้ให้กู้ และลูกค้าพึงคาดหมายได้โดยสุจริตว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกเก็บรวบรวม ใช้ 
หรือเปิดเผยเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ บริษัทฯ ก็อาจเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้โดยไม่ต้อง
ขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตาม[มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (5) ประกอบ[มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ
คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 
คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า วัตถุประสงค์และประโยชน์โดยชอบ 
ด้วยกฎหมาย (legitimate interest) ตาม[มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (5) ประกอบ[มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังกล่าว อาจเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของ
บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้ และประโยชน์ทางธุรกิจหรือประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ของ 
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลก็อาจเป็นประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้ หากได้มีการประเมินประโยชน์โดยชอบ 
ด้วยกฎหมาย (Legitimate Interest Assessment: LIA) จากหลักเกณฑ์ 3 ประการข้างต้น และมีการพิจารณาชั่งน้ำหนัก
กับสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ดี ผู้ควบคุมข้อมูล 
ส่วนบุคคลควรคำนึงถึงความคาดหวังต่อความเป็นส่วนตัว (expectation of privacy) ที่ลูกค้าพึงมีในบริบทดังกล่าว
ด้วย เช่น หากลูกค้าที่กู้ยืมเงินจากบริษัทฯ ในกรณีเช่นนี้โดยทั่วไปมีโอกาสที่จะมีความคาดหวังอันสมเหตุสมผลต่อ 
ความเป็นส่วนตัว (reasonable expectation of privacy) เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับตามสัญญา 
และหลักการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องกระทำเท่าที่จำเป็น (data minimization) 
ความคาดหวังต่อความเป็นส่วนตัวดังกล่าวอาจเป็นข้อจำกัดที่บริษัทฯ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการพิจารณา
เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อบุคคลภายนอกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
ไปยังผู้ให้กู้อย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน ดังนั้น บริษัทฯ จึงควรพิจารณาว่าสามารถดำเนินการด้วยวิธีการอื่นใดที่จะส่ง 
ผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลน้อยกว่าได้หรือไม่ เพียงใด 
โดยควรเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจและ 
การเตรียมการโอนสิทธิเรียกร้อง หรือวัตถุประสงค์อื่นใดที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน 
ในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเกินสมควร หรือจะมีวิธีการใดที่จะช่วยให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถคาดหวังได้
อย่างสมเหตุสมผลว่าอาจมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว อันจะทำให้ผู้นั้นไม่สามารถ 
มีความคาดหวังอันสมเหตุสมผลต่อความเป็นส่วนตัวได้ (no reasonable expectation of privacy) 
 
สำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอม 
ตาม[มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (5) ประกอบ[มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 นั้น 
เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลย่อมมีสิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเมื่อใดก็ได้ 
ตาม[มาตรา 32](https://link.pdpalawbase.com/section/32.md) (1) เว้นแต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลพิสูจน์ได้ว่า การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น 
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้แสดงให้เห็นถึงเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า ตาม[มาตรา 32](https://link.pdpalawbase.com/section/32.md) (1) (ก) 
หรือเป็นไปเพื่อก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้น
ต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ตาม[มาตรา 32](https://link.pdpalawbase.com/section/32.md) (1) (ข) บริษัทฯ จึงควรกำหนดกระบวนการรองรับการใช้สิทธิคัดค้าน 
การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไว้ด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ จะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูล 
ส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการเก็บรวบรวม

 
 
ข้อมูลส่วนบุคคลตาม[มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) ซึ่งรวมถึงประเภทของบุคคลหรือหน่วยงานซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม 
อาจจะถูกเปิดเผยตาม[มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md) (4) ให้ครอบคลุมการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปยังผู้ให้กู้ด้วย อีกทั้งจะต้อง 
ทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งลูกค้าไว้ก่อนหรือในขณะที่เก็บรวบรวม 
ตาม[มาตรา 21](https://link.pdpalawbase.com/section/21.md) วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะเป็นไปตาม[มาตรา 21](https://link.pdpalawbase.com/section/21.md) วรรคสอง 
 
อนึ่ง ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว บริษัทฯ ต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์
อันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามหลักการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องกระทำเท่าที่จำเป็น 
(data minimization) ตาม[มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งรวมถึงการเปิดเผย
ข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นในด้านรายการและรายละเอียดของข้อมูลที่เปิดเผย และความถี่ของการเปิดเผยข้อมูล
ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า บริษัทฯ ควรพิจารณาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะรายการเท่าที่จำเป็นต่อการใช้
เป็นหลักประกันทางธุรกิจและการเตรียมการโอนสิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 
และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดยหากสามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ด้วยข้อมูลที่มีโอกาสในการระบุ 
ตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้น้อยกว่า ก็ควรเลือกใช้วิธีการดังกล่าว และควรพิจารณาความถี่ 
ในการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้เหมาะสมตามความจำเป็น นอกจากนี้ บริษัทฯ ควรกำหนดให้ผู้ให้กู้ซึ่งได้รับ
ข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยของบริษัทฯ จะต้องไม่ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่น
นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับบริษัทฯ ในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ตาม[มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคสอง 
แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้ผู้ให้กู้ที่ได้รับข้อมูล
ส่วนบุคคลมาจากบริษัทฯ ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ตาม[มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (2) 
รวมทั้งต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง 
แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ตาม[มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (1) ซึ่งต้องเป็นไปตาม
มาตรฐานขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของ 
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 โดยจะต้องประกอบด้วยมาตรการเชิงองค์กร (organizational measures) 
และมาตรการเชิงเทคนิค (technical measures) ที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการทางกายภาพ (physical 
measures) ที่จำเป็นด้วย โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงตามลักษณะและวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้ และ
เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนโอกาสเกิดและผลกระทบจากเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ตามข้อ 4 (2) 
ของประกาศดังกล่าว

## เอกสารต้นฉบับ

- [PDF ต้นฉบับ (local)](public_html/raw/opinions/opinion-16-2569.pdf)
- [ที่มา: pdpc.or.th](https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2026/08/consultation-79-2.pdf)


---

## โนดที่เกี่ยวข้อง (knowledge graph)

- [มาตรา 19](https://link.pdpalawbase.com/section/19.md)
- [มาตรา 21](https://link.pdpalawbase.com/section/21.md)
- [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md)
- [มาตรา 23](https://link.pdpalawbase.com/section/23.md)
- [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md)
- [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md)
- [มาตรา 32](https://link.pdpalawbase.com/section/32.md)
- [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md)

ค้นทั้งคลัง: https://link.pdpalawbase.com/ask?q=<คำถาม> · สารบบทั้งหมด: https://link.pdpalawbase.com/
