---
title: "ข้อหารือที่ 17/2567 เรื่อง บริษัท X ขอหารือแนวทางการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล"
type: opinion
slug: opinion-17-2567

opinion_number: 17
year_be: 2567
doc_no: "17/2567"
pdpc_consultation_legacy: "PDPC-consultation-46"
subject: "บริษัท X ขอหารือแนวทางการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล"
subject_summary: "บริษัท X ขอความชัดเจน 2 ประเด็น: (1) กรณีไม่มีความเสี่ยงกระทบสิทธิเสรีภาพ ต้องแจ้ง สคส. หรือไม่ + ส่งเอกสารเมื่อใด + บทลงโทษ; (2) การนับ 72 ชั่วโมง 'นับแต่ทราบเหตุ' เริ่มเมื่อใด — รวมขั้นตอนตรวจสอบ+ระงับด้วยหรือไม่"
asker:
  - บริษัท X
interpreted_sections:
  - มาตรา-37
conclusion_summary: "ตาม [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (4) ประกอบประกาศหลักเกณฑ์การแจ้งเหตุละเมิดฯ 2565 ข้อ 5 (1) ผู้ควบคุมข้อมูลต้องประเมินความน่าเชื่อถือ + ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน · (2) ถ้าไม่มีความเสี่ยงกระทบสิทธิเสรีภาพ → ไม่ต้องแจ้ง สคส. และไม่ต้องส่งเอกสารเชิงรุก แต่ต้องเก็บหลักฐานไว้ (ภาระพิสูจน์ = ของ controller) · ข้อ 9 วรรคสอง ส่งเอกสารเมื่อ สคส. ร้องขอ · (3) นับ 72 ชม. เริ่ม 'เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดจริง' (confirmed/likely with reasonable certainty) — บางกรณียืนยันได้ทันที (เช่น email ผิดผู้รับ) บางกรณีต้องตรวจสอบเพิ่ม (ภัยไซเบอร์) · ขั้นตอนระงับผลกระทบ (ข้อ 5 (2)) ดำเนินคู่ขนานกับการแจ้ง · notification in phases ทำได้ · เกิน 72 ชม. ไม่เกิน 15 วันต้องชี้แจงเหตุจำเป็น"

pdf_url: "https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2024/11/PDPC-consultation-46.pdf"
pdf_local: "public_html/raw/opinions/opinion-17-2567.pdf"
source_url: "https://www.pdpc.or.th/consultation/"
content_origin: "pdf-pymupdf"

tags:
  - ข้อหารือ
  - year-2567

references:
  - มาตรา-37

ingested_by: claude-opus-4-7
ingested_at: 2026-05-26
reviewed_by: null
schema_version: 0.4.9
---

# ข้อหารือที่ 17/2567 เรื่อง บริษัท X ขอหารือแนวทางการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

## ข้อกฎหมาย

1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
      [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (4)
2. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุ
การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565
ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 9 และข้อ 12

## ข้อหารือ

บริษัท X แจ้งว่า ตามที่ [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ศ. 2562 และประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุ
การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ("สคส.") ไว้ บริษัท X จึงขอสอบถามความชัดเจนของ
กฎหมายเพิ่มเติม ดังนี้
1. การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีไม่มีความเสี่ยงที่จะกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
1.1 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อ สคส.
ใช่หรือไม่
1.2 การให้รายละเอียดหรือเอกสารเพิ่มเติมตามข้อ 9 วรรคสอง ของประกาศดังกล่าว
จะเกิดขึ้นเมื่อมีการร้องขอโดย สคส. เท่านั้นใช่หรือไม่
1.3 หากปรากฏว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ 1.1
ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งเมื่อใด และหากไม่แจ้งหรือแจ้งเกินกำหนดเวลา จะมีโทษอย่างไรบ้าง
2. การนับระยะเวลาการแจ้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล 72 ชั่วโมง เริ่มขึ้นเมื่อนับแต่ยืนยันได้ว่า
มีเหตุอันควรเชื่อที่เป็นไปตามความหมายของ "การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล" แต่ไม่รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบ
เพิ่มเติมโดยละเอียดและจัดให้มีการระงับผลกระทบของเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ใช่หรือไม่

## ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง
ข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว มีความเห็น ดังนี้
ประเด็นตามข้อหารือที่ 1.1 เห็นว่า [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
พ.ศ. 2562 และข้อ 5 (3) ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการ
ในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 ("ประกาศฯ") กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
มีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่ สคส. โดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะ
สามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ดังนั้น
เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลประเมินความเสี่ยงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 12 ของประกาศดังกล่าวแล้ว
หากเห็นว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่มีหน้าที่
แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต่อ สคส.
ประเด็นตามข้อหารือที่ 1.2 เห็นว่า เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้รับแจ้งข้อมูลในเบื้องต้น
จากผู้ใด หรือทราบเองว่ามีหรือน่าจะมีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการ
ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ในเบื้องต้นโดยไม่ชักช้าเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่
จากนั้นจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อ 5 ของประกาศฯ โดยหากเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่มีความเสี่ยงที่จะมี
ผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลย่อมไม่มีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูล
ส่วนบุคคลแก่ สคส. หรือให้ข้อมูลหรือส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กับ สคส. โดยตรง แต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ควรเก็บรักษาข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบข้อเท็จจริง
และการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงไว้ เพราะหากมีกรณี
ร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีได้รับแจ้งจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มาให้ข้อมูลหรือ
ส่งเอกสารหรือหลักฐาน หรือขอตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริง เนื่องจากในการอ้างยกข้อยกเว้นการแจ้ง
เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตาม
ข้อ 9 วรรคหนึ่ง ของประกาศฯ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ให้ข้อมูลหรือส่งเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับ
เหตุที่ควรได้รับการยกเว้นดังกล่าว ซึ่งรวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
ส่วนบุคคลหรือข้อมูลอื่นใด ให้ สคส. พิจารณาตรวจสอบตามข้อ 9 วรรคสอง ของประกาศฯ ทั้งนี้ เนื่องจากภาระ
ในการพิสูจน์ว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
หรือไม่ (demonstration of compliance) เป็นของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ประเด็นตามข้อหารือที่ 1.3 เห็นว่า เมื่อได้ให้ความเห็นในข้อ 1.1 แล้วว่า กรณีที่เหตุการละเมิด
ข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ไม่มีหน้าที่แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต่อ สคส. จึงไม่ต้องให้ความเห็นในประเด็นตามข้อหารือนี้
แต่หากจะแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลก็ให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นตามข้อหารือข้อที่ 2 เห็นว่า การนับระยะเวลาในการแจ้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ตาม [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการที่กำหนดในข้อ 5 ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้ง
เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 ประกอบด้วย โดยข้อ 5 ของประกาศดังกล่าวกำหนดขั้นตอนการ
ดำเนินการไว้ ดังนี้
(1) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับ และตรวจสอบ
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในเบื้องต้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบ
เองหรือได้รับแจ้งข้อมูลในเบื้องต้นจากผู้ใด ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (personal data
breach) หรือไม่ ซึ่งต้องกระทำโดยไม่ชักช้าเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ตามข้อ 5 (1) นอกจากนี้ ในกรณีที่พบว่า
เหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว มีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ให้ดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเพื่อให้การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นสุดหรือไม่ให้การละเมิดข้อมูล
ส่วนบุคคลส่งผลกระทบเพิ่มเติมโดยทันทีเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ตามข้อ 5 (2)
(2) เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิด
ข้อมูลส่วนบุคคลจริง และเป็นกรณีที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้ผู้ควบคุมข้อมูล
ส่วนบุคคลแจ้งเหตุการละเมิดดังกล่าวแก่สำนักงานฯ โดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ
เท่าที่จะสามารถกระทำได้ ตามข้อ 5 (3) และดำเนินการตามข้อ 5 (4) และ (5) ของประกาศฯ ในลำดับต่อไป
ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่จะต้องแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูล
ส่วนบุคคลแก่ สคส. หรือไม่ และการเริ่มนับระยะเวลาการแจ้งเหตุที่จะต้องกระทำโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมง
นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบในเบื้องต้นว่ามี
หรือน่าจะมีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แล้วได้ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อ 5 (1) ของประกาศฯ และพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วเห็นว่า
มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริง ตามข้อ 5 (3) ดังนั้น การนับระยะเวลาการแจ้งเหตุ
การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตาม [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ประกอบข้อ 5 (3) ของประกาศฯ ที่กำหนดให้เริ่มนับระยะเวลา "นับแต่ทราบเหตุ" จึงเริ่มต้นเมื่อผู้ควบคุมข้อมูล
ส่วนบุคคลได้ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่า
มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริง กล่าวคือ เมื่อเห็นว่า "มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริง"
(confirmed breach or a likely breach with a reasonable degree of certainty) โดยจุดเริ่มต้นในการนับ
ระยะเวลาการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณี บางกรณี
อาจสามารถพิจารณายืนยันได้ตั้งแต่แรกว่ามีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเกิดขึ้นจริง เช่น การส่งข้อมูล
ส่วนบุคคลทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ไปยังผู้รับที่ผิดพลาด แต่บางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อ
ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริงหรือไม่ เช่น กรณีที่มีข่าวอ้างว่ามีการเปิดเผยข้อมูล
ส่วนบุคคลในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์หรือการรั่วไหล
ของข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยเหตุนี้ การนับระยะเวลาการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูล
ส่วนบุคคลจะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเกิดขึ้น
เมื่อใด ส่วนขั้นตอนการดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเพื่อให้การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลสิ้นสุดหรือไม่ให้
การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลส่งผลกระทบเพิ่มเติม ในกรณีที่พบว่าเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว
มีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามข้อ 5 (2) ของประกาศฯ เป็นขั้นตอนที่
กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องเร่งรัดดำเนินการป้องกัน ระงับ หรือแก้ไขเหตุดังกล่าวให้การละเมิดข้อมูล
ส่วนบุคคลสิ้นสุดลงหรือไม่ส่งผลกระทบเพิ่มเติมโดยทันทีเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
ของบุคคล จึงเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับหน้าที่ในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เช่นเดียวกับ
การดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อระงับ ตอบสนอง แก้ไข หรือฟื้นฟูสภาพจากเหตุการละเมิด
ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว รวมทั้งป้องกันและลดผลกระทบจากการเกิดเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะ
เดียวกันในอนาคตตามข้อ 5 (5)
อนึ่ง สำหรับเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิ
และเสรีภาพของบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอาจพิจารณาแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
แก่ สคส. เป็นระยะ ๆ (notification in phases) โดยแจ้งเหตุเบื้องต้นโดยเร็วเท่าที่จะสามารถกระทำได้แล้ว
แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมในลำดับต่อมาเมื่อได้ตรวจสอบและทราบรายละเอียดเพิ่มเติม จนกระทั่งการแจ้งเหตุดังกล่าว
มีสาระสำคัญครบถ้วนตามข้อ 6 ของประกาศฯ ก็ได้ และหากมีเหตุอันจำเป็นที่ทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ไม่สามารถแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานฯ ได้ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่
จะสามารถกระทำได้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลนั้นแก่ สคส. โดยเร็ว
ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ โดยให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลชี้แจงเหตุผลความจำเป็น
และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องแก่ สคส. เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่ทำให้แจ้งเหตุการละเมิด
ข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้า เพื่อให้ สคส. พิจารณาต่อไป

## เอกสารต้นฉบับ

- [PDF ต้นฉบับ (local)](../../raw/opinions/opinion-17-2567.pdf)
- [ที่มา: pdpc.or.th](https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2024/11/PDPC-consultation-46.pdf)


---

## โนดที่เกี่ยวข้อง (knowledge graph)

- [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md)

ค้นทั้งคลัง: https://link.pdpalawbase.com/ask?q=<คำถาม> · สารบบทั้งหมด: https://link.pdpalawbase.com/
