---
title: "ข้อหารือที่ 2/2569 เรื่อง กรมสุขภาพจิตขอหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ผู้อื่น และสาธารณชน"
type: opinion
slug: opinion-2-2569

opinion_number: 2
year_be: 2569
doc_no: "2/2569"
pdpc_consultation_legacy: "PDPC-consultation-65"
subject: "กรมสุขภาพจิตขอหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ผู้อื่น และสาธารณชน"
subject_summary: "กรมสุขภาพจิตหารือว่าสามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) ระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง (สธ./ราชทัณฑ์/คุมประพฤติ/พินิจฯ/ตร./สพฉ.) เพื่อเฝ้าระวังลดการก่อความรุนแรงซ้ำ ได้หรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไรให้ถูกต้องตาม PDPA เช่น การจัดทำ DSA"
asker:
  - กรมสุขภาพจิต
interpreted_sections:
  - มาตรา-3
  - มาตรา-22
  - มาตรา-24
  - มาตรา-26
  - มาตรา-27
  - มาตรา-35
  - มาตรา-37
conclusion_summary: "การแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติดเสี่ยงสูงระหว่างหน่วยงานของรัฐทำได้ โดยพิจารณา พ.ร.บ.สุขภาพจิต (ม.16) และกฎหมายเฉพาะอื่นก่อนแล้วใช้ PDPA เพิ่มเติมตาม [มาตรา 3](https://link.pdpalawbase.com/section/3.md) (1) · ฐานข้อมูลทั่วไปใช้ [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (2) ระงับอันตราย / (4) ภารกิจสาธารณะ / (6) ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกอบ [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง · ข้อมูลอ่อนไหว (สุขภาพ/ประวัติอาชญากรรม) ใช้ [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (1) หรือ (5) (ก)/(ข)/(จ) ประกอบ [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง · การเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลทำได้ตาม พ.ร.บ.การบริหารงานภาครัฐผ่านระบบดิจิทัลฯ · ควรจัดทำ Data Sharing Agreement (DSA) เป็นมาตรการเชิงองค์กร + access control ตาม [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (1) (2) (3) · เก็บเท่าที่จำเป็น [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md) ทำให้ข้อมูลถูกต้อง [มาตรา 35](https://link.pdpalawbase.com/section/35.md) และจำกัดวัตถุประสงค์ผู้รับตาม [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคสอง"

pdf_url: "https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2026/02/consultation-65.pdf"
pdf_local: "public_html/raw/opinions/opinion-2-2569.pdf"
source_url: "https://www.pdpc.or.th/consultation/"
content_origin: "pdf-pymupdf"

tags:
  - ข้อหารือ
  - year-2569

references:
  - มาตรา-3
  - มาตรา-22
  - มาตรา-24
  - มาตรา-26
  - มาตรา-27
  - มาตรา-35
  - มาตรา-37

ingested_by: claude-opus-4-7
ingested_at: 2026-05-28
reviewed_by: null
schema_version: 0.4.9
---

# ข้อหารือที่ 2/2569 เรื่อง กรมสุขภาพจิตขอหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ผู้อื่น และสาธารณชน

## ข้อกฎหมาย

1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 — [มาตรา 3](https://link.pdpalawbase.com/section/3.md) (1) [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md) [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (2) (4) และ (6) [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (1) และ (5) (ก) (ข) และ (จ) [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) [มาตรา 35](https://link.pdpalawbase.com/section/35.md) และ [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (1) (2) และ (3)
2. พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม — มาตรา 3 มาตรา 11/1 (2) และ (4) มาตรา 15 (2) มาตรา 16 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 27
3. พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 — มาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 16
4. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
5. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
6. พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551
7. พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565
8. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 — ข้อ 4 (2) (6) และ (7)

## ข้อหารือ

กรมสุขภาพจิตแจ้งว่า ในฐานะหน่วยธุรการของคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ กรมสุขภาพจิตมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสุขภาพจิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มาตรา 11/1 (2) ในการประสานงานและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานด้านสุขภาพจิต และตามมาตรา 11/1 (4) ในการปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสุขภาพจิต ร่วมกับปัญหาผู้ป่วยจิตเวชที่ก่อความรุนแรงซึ่งเกิดจากความเจ็บป่วยทางจิต การเสพสารเสพติด รวมทั้งการเผชิญกับสภาวะความเครียดจากสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ นำมาสู่การกระทำความรุนแรงทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และทรัพย์สิน ตลอดจนการกระทำความผิด คณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 จึงมีมติให้คณะอนุกรรมการสุขภาพจิตในระดับจังหวัด ดำเนินการตามระบบ V-care ที่เป็นระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence: SMI-V)

ทั้งนี้ มีผู้ป่วยจิตเวชจำนวนหนึ่งที่ก่อความรุนแรงถึงขั้นมีคดีความและได้รับโทษแล้ว และยังคงมีความเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงซ้ำหากพ้นโทษหรือได้รับการปล่อยตัว อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับการปล่อยตัวจากกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ หรือกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแล้ว ยังสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ หากแต่ต้องมีมาตรการเฝ้าระวังทางด้านยุติธรรมและด้านสาธารณสุขที่เข้มข้น ดังนั้น การแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชที่พ้นโทษและปล่อยตัวแล้ว แต่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการติดตามเฝ้าระวัง ลดการก่อความรุนแรงซ้ำ และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ผู้อื่น และสาธารณชน

ในการจัดทำฐานข้อมูลดังกล่าว จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงจากกรมสุขภาพจิต ข้อมูลผู้ต้องขังที่กำลังจะพ้นโทษจากกรมราชทัณฑ์ ข้อมูลผู้ที่ได้รับคำสั่งศาลในการคุมประพฤติและข้อมูลผู้ที่พ้นโทษที่มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 จากกรมคุมประพฤติ ข้อมูลเด็กและเยาวชนผู้ที่จะได้รับการปล่อยตัวจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อส่งต่อข้อมูลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในการดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่เป็นความลับของผู้ป่วย โดยกรมสุขภาพจิตเป็นผู้ควบคุมข้อมูลและออกแบบให้มีการบันทึกข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลความเจ็บป่วย ข้อมูลประวัติพฤติกรรมรุนแรง ข้อมูลการใช้สารเสพติด ข้อมูลคดีที่ไม่มีรายละเอียดของพฤติการณ์คดี ข้อมูลการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ข้อมูลการรักษาและยาที่ผู้ป่วยได้รับ ข้อมูลการตรวจวินิจฉัยและประเมินความสามารถในการต่อสู้คดี และข้อมูลสถานะปัจจุบันของผู้ป่วย โดยกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละหน่วยงานตามความรับผิดชอบและความจำเป็น

คณะอนุกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยสุขภาพจิต ได้มีการหารือร่วมกันโดยมีความเห็นว่า การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวน่าจะสามารถกระทำได้ตามข้อยกเว้นในบทบัญญัติตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยในประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วย เว้นแต่ (1) ในกรณีที่อาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยหรือผู้อื่น (2) เพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน (3) มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย และตามข้อยกเว้นใน [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (2) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือตามข้อยกเว้นใน [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (1) และ (5) (ก) และ (จ) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จากมติการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ให้จัดตั้งคณะทำงาน อันประกอบด้วยตัวแทนของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสุขภาพจิต กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำหรับการดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อติดตามผู้ป่วยดังกล่าว กรมสุขภาพจิตจึงขอหารือใน 3 ประเด็น ดังนี้

1. กรมสุขภาพจิต กรมการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยทางจิตเวชหรือผู้ป่วยยาเสพติดซึ่งมีอาการทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยหรือผู้อื่น และเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน ภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้หรือไม่

2. หากสามารถดำเนินการได้ มีเงื่อนไข ขั้นตอน ข้อพึงปฏิบัติ และข้อสังเกตในการดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เช่น การจัดทำข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement: DSA)

3. หากไม่สามารถดำเนินการได้ จะมีข้อแนะนำเช่นไร เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดังกล่าวสามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลได้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเฝ้าระวังผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้ป่วยยาเสพติดซึ่งมีอาการทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง

## ความเห็น

คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าว โดยมีผู้แทนกรมสุขภาพจิตชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาแล้ว มีความเห็น ดังนี้

ประเด็นข้อหารือที่ 1 การแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้ป่วยยาเสพติดซึ่งมีอาการทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ผู้อื่น และสาธารณชน สามารถดำเนินการได้หรือไม่ เห็นว่า [มาตรา 3](https://link.pdpalawbase.com/section/3.md) (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บัญญัติไว้เป็นหลักการว่า ในกรณีที่มีกฎหมายว่าด้วยการใดบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะใด กิจการใด หรือหน่วยงานใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น เว้นแต่บทบัญญัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เป็นการเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซ้ำกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ในการดำเนินการดังกล่าว กรมสุขภาพจิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่น ๆ ที่บัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้โดยเฉพาะ เช่น พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก่อน แล้วจึงพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เป็นการเพิ่มเติมต่อไป

สำหรับบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตซึ่งควรได้รับการบำบัดรักษา ซึ่งถือเป็นผู้ป่วยตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 รวมทั้งกรณีผู้ป่วยคดี มาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่าผู้ป่วยย่อมมีสิทธิได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการบำบัดรักษาไว้เป็นความลับ เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เปิดเผยได้ และมาตรา 16 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยในประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วย เว้นแต่ (1) ในกรณีที่อาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยหรือผู้อื่น (2) เพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน (3) มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย นอกจากนี้ มาตรา 22 กำหนดให้บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตในกรณีที่มีภาวะอันตรายหรือมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา และมาตรา 23 กำหนดว่า ผู้ใดพบบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์อันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นมีลักษณะตามมาตรา 22 ให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยไม่ชักช้า และมาตรา 24 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ได้รับแจ้งดังกล่าว มีหน้าที่ดำเนินการนำตัวบุคคลนั้นไปยังสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัดรักษาซึ่งอยู่ใกล้โดยไม่ชักช้า เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้นตามมาตรา 27 (บทบัญญัติของพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551)

ดังนั้น หากกรมสุขภาพจิต ร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เห็นว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งรวมถึงข้อมูลด้านสุขภาพ ของบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตซึ่งควรได้รับการบำบัดรักษา โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้ป่วยยาเสพติดซึ่งมีอาการทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วยกัน แม้อาจเป็นการเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ป่วย แต่เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเนื่องจากอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยหรือผู้อื่น หรือเพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน ตามมาตรา 16 (1) หรือ (2) แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 หรือเป็นการจำเป็นเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ได้ หรือเป็นการจำเป็นเพื่อให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติสามารถดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งในกรณีที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ และมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ ตามพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ก็อาจถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตาม [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (4) หรือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตาม [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (6) แล้วแต่กรณี ประกอบ [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้

และสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) ก็อาจถือเป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การให้บริการด้านสุขภาพหรือด้านสังคม การรักษาทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ หรือระบบและการให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์ ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ก) หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ข) หรือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (จ) แล้วแต่กรณี ประกอบ [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ไม่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจมีอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลใดซึ่งไม่ไกลเกินกว่าเหตุ การเปิดเผยดังกล่าวยังอาจถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล ตาม [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md) (2) ประกอบ [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง และสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) ที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ก็อาจถือเป็นกรณีตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (1) ประกอบ [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคหนึ่ง ได้เช่นกัน ทั้งนี้ จะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมและเจาะจงเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลตามหน้าที่หรือตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตาม [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md) (5) (ข) และ/หรือ (จ) ด้วย

นอกจากนี้ หากข้อมูลส่วนบุคคลที่ประสงค์จะเชื่อมโยงหรือแลกเปลี่ยนกันเป็นข้อมูลในรูปแบบข้อมูลดิจิทัล ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้มาหรือมีอยู่ในความครอบครอง และประสงค์จะใช้เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน ก็สามารถจัดให้มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลที่จะเกิดการบูรณาการร่วมกันได้ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 โดยจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย ตามนัยมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐผู้รับข้อมูลดิจิทัลดังกล่าวต้องใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ในหน้าที่และอำนาจของตนเท่านั้น และต้องดูแลรักษาข้อมูลให้มีความมั่นคงปลอดภัย ไม่มีการเปิดเผยหรือโอนข้อมูลไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีตามประเด็นที่หารือ การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตาม [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เท่านั้น โดยอาจพิจารณาจากการจัดประเภทของผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) และระดับความเสี่ยงของผู้ป่วยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนลักษณะหรือประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต้องเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว และบุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากการเปิดเผยดังกล่าวจะต้องไม่ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับหน่วยงานที่เปิดเผยข้อมูลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ตาม [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ประเด็นข้อหารือที่ 2 เห็นว่า หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างกันตามที่กล่าวข้างต้น มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะในเรื่องการจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมตาม [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (1) ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 โดยข้อ 4 ของประกาศนี้กำหนดว่า มาตรการดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยมาตรการเชิงองค์กร (organizational measures) และมาตรการเชิงเทคนิค (technical measures) ที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงมาตรการทางกายภาพ (physical measures) ที่จำเป็นด้วย โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยง ซึ่งการจัดทำข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement: DSA) ถือเป็นมาตรการเชิงองค์กรอย่างหนึ่งเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการ เงื่อนไข และหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล อันจะเป็นการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่จะเปิดเผยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นมาตรการเพื่อป้องกันมิให้หน่วยงานที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ตาม [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md) วรรคสอง หรือเพื่อป้องกันมิให้ใช้หรือเปิดเผยโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ตาม [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (2) อีกด้วย ดังนั้น หากกรมสุขภาพจิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นสมควร ก็ย่อมสามารถหารือและตกลงร่วมกันเพื่อจัดทำข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างกันได้

นอกจากนี้ มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยดังกล่าว อย่างน้อยต้องประกอบด้วยการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (access control) ที่มีการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (identity proofing and authentication) และการอนุญาตหรือการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงและใช้งาน (authorization) ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงหลักการให้สิทธิเท่าที่จำเป็น (need-to-know basis) ตามหลักการให้สิทธิที่น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (principle of least privilege) การบริหารจัดการการเข้าถึงของผู้ใช้งาน (user access management) รวมถึงการลงทะเบียนและการถอนสิทธิผู้ใช้งาน และการทบทวนสิทธิการเข้าถึงของผู้ใช้งานที่เหมาะสม การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ใช้งาน (user responsibilities) ที่ชัดเจน และการจัดให้มีวิธีการเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังเกี่ยวกับการเข้าถึง เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือลบข้อมูลส่วนบุคคล (audit trails) อย่างเหมาะสมตามระดับความเสี่ยง ทั้งนี้ ตามข้อ 4 (6) (ก) ถึง (ง) ของประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 รวมถึงการสร้างเสริมความตระหนักรู้ด้านความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัย (privacy and security awareness) และการแจ้งนโยบาย แนวปฏิบัติ และมาตรการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างเหมาะสมให้ผู้ใช้งานทราบและถือปฏิบัติ ตามข้อ 4 (7) ของประกาศดังกล่าวด้วย

อนึ่ง เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังกล่าว คณะอนุกรรมการตอบข้อหารือฯ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กรมสุขภาพจิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ตาม [มาตรา 35](https://link.pdpalawbase.com/section/35.md) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมทั้งควรจัดให้มีระบบการตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ตาม [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md) (3) เท่าที่จะสามารถกระทำได้ด้วย นอกจากนี้ ควรพิจารณาใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นผู้เยาว์ ผู้พิการ ผู้ไร้ความสามารถ ผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลเปราะบาง (vulnerable persons) ที่ขาดความสามารถในการปกป้องสิทธิและประโยชน์ของตนเนื่องจากข้อจำกัดต่าง ๆ

ประเด็นข้อหารือที่ 3 เมื่อได้พิจารณาแล้วว่า กรมสุขภาพจิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยทางจิตเวชหรือผู้ป่วยยาเสพติดซึ่งมีอาการทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงระหว่างกันตามประเด็นข้อหารือที่ 1 ได้ จึงไม่จำเป็นต้องให้ความเห็นในประเด็นนี้

## เอกสารต้นฉบับ

- [PDF ต้นฉบับ (local)](../../raw/opinions/opinion-2-2569.pdf)
- [ที่มา: pdpc.or.th](https://www.pdpc.or.th/wp-content/uploads/2026/02/consultation-65.pdf)


---

## โนดที่เกี่ยวข้อง (knowledge graph)

- [มาตรา 3](https://link.pdpalawbase.com/section/3.md)
- [มาตรา 22](https://link.pdpalawbase.com/section/22.md)
- [มาตรา 24](https://link.pdpalawbase.com/section/24.md)
- [มาตรา 26](https://link.pdpalawbase.com/section/26.md)
- [มาตรา 27](https://link.pdpalawbase.com/section/27.md)
- [มาตรา 35](https://link.pdpalawbase.com/section/35.md)
- [มาตรา 37](https://link.pdpalawbase.com/section/37.md)

ค้นทั้งคลัง: https://link.pdpalawbase.com/ask?q=<คำถาม> · สารบบทั้งหมด: https://link.pdpalawbase.com/
